คุณค่าของเวลา

คําว่า เวลา ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญก็จริง แต่เวลานั้นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกๆ คน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงยกเอาเวลาที่มีอยู่โดยธรรมชาติมาตรัสสอนให้ระลึกถึงเวลาที่ล่วงไปๆ และให้น้อมเข้ามาในชีวิตของตน เพื่อจะได้ตั้งตนให้อยู่ในความไม่ประมาท “เวลาย่อมกินสรรพสัตว์พร้อมทั้งตัวมันเอง” หมายความว่า ความเป็นไปแห่งชีวิตของบุคคลเนื่องด้วยเวลา เพราะเวลาเป็นเครื่องกำหนดความสิ้นไปแห่งอายุ ย่อมบั่นทอนอายุหรือชีวิตของสัตว์โลกให้หมดไป เปลืองไป สิ้นไปโดยลำดับ และตัวเวลาเองก็หมดไปด้วย ตามปกติของสัตว์โลกนั้น มักมีความประมาทมัวเมาในสิ่งต่างๆ เช่น ประมาทมัวเมาในร่างกาย ในชีวิต ในทรัพย์สมบัติ ในยศถาบรรดาศักดิ์ แต่เมื่อบุคคลพิจารณา ว่า ไม่ใช่เพียงเวลาเท่านั้นที่ผ่านไปอย่างเดียว แต่กลับพาเอาอายุและชีวิตของสัตว์ไปด้วย เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเที่ยงแท้แน่นอน ยั่งยืน กลับถูกเวลาชักพาให้หมดไป เมื่อรู้ได้อย่างนี้ ก็จะก่อให้เกิดความไม่ประมาทมัวเมาในร่าง กาย ในชีวิต ในทรัพย์สมบัติ และในยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของมีอยู่ชั่วคราว เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดจะบังคับบัญชาให้อยู่ในอำนาจของตนตลอดไป ชีวิตคนเรานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีแก่นสาร ชีวิตย่อมล่วงไปตามเวลาที่ผ่านมา ไม่มีทางหมุนกลับ หรือถอยหลังกลับมาได้ มีแต่จะรุดหน้าไปฝ่ายเดียว เปรียบเสมือนน้ำที่ไหลลงจากยอดภูเขา มีแต่จะไหลลงสู่ที่ราบลุ่ม ไม่มีทางที่จะไหลกลับได้ ฉะนั้น เวลาเมื่อหมดไปแล้ว ก็เหลือสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ ซึ่งจะให้ผลเป็นสุขหรือเป็นทุกข์แก่ผู้นั้นตลอดไป เมื่อรู้ได้อย่างนี้ ควรพยายามสร้างคุณงามความดีในทางโลก…

วันอัฏฐมีบูชา

วันอัฏฐมีบูชา ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2554 เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินาราของมัลลกษัตริย์ พุทธบริษัทต่างก็นั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องการปรินิพพานของพระองค์ตามแต่จะตั้งเรื่องขึ้น เช่น บางกลุ่มคุยกันว่า พระองค์นิพพานเร็วเกินไป อีกกลุ่มคุยกันว่า สมควรแก่เวลาของพระองค์แล้ว ในขณะที่อีกกลุ่มคุยว่า พระองค์ตราก ตรำต่องานมากเกินไป สู้ทนเหน็ดเหนื่อย เมื่อสังขารทนไม่ไหวก็จำต้องล่วงไปเป็นธรรมดา พุทธบริษัทนั่งชุมนุมกันอย่างนี้ กาลเวลาล่วงไป 7 ราตรีแล้ว มัลลกษัตริย์จึงปรึกษากันว่า พวกเราจะอัญเชิญพระบรมศพของพระศาสดาเข้าไปในเมืองกุสินารา เวียนเป็นอุตตราวัฏฏ์ 3 รอบแล้ว เชิญออกภายนอกเมืองทางทิศบูรพา ประดิษฐานพระ บรมศพ ณ มกุฏพันธนเจดีย์แล้วถวายพระเพลิง แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ต้องเลื่อนออกไปอีก 1 วัน โดยที่เทพยดาเจ้าทั้งหลายมีประสงค์ให้รอพระมหากัสสปเถระเจ้า ผู้กำลังพาบริวารจากเมืองปาวานครเพื่อจักมานมัสการพระบรมศพเสียก่อนที่จะถวายพระเพลิง จึงเป็นอันว่าการถวายพระเพลิงพระบรมศพได้มีขึ้นในวันซึ่งตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 เมื่อวันอัฏฐมีบูชา วันสำคัญวันหนึ่งทางพระพุทธศาสนามาถึง เราท่านสาธุชนทั้งหลาย…

จงเป็นผู้รู้จักตนเอง

จงเป็นผู้รู้จักตนเอง เข้าใจตนเอง พิจารณาตนเอง สำรวจตนเอง ปรับปรุงแก้ไขตนเอง ชนะอารมณ์ตนเอง ยอมรับความเป็นจริงทั้งหมด รู้จักธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ว่าสิ่งทั้งมวลเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่ามนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ สิ่งของต่าง ๆ ตั้งอยู่ได้ชั่วขณะ แล้วเสื่อมโทรมไป พังไป ตายไปในที่สุด บังคับมันไม่ได้ ไม่เป็นไปตามใจเรา เป็นเรื่องธรรมดา ของธรรมชาติทั้งหลาย จงเป็นผู้ตื่น มีสติ รู้สึกตัวอยู่เสมอกับปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีปัญญาใคร่ครวญให้เห็นความเป็นจริง ให้เห็นการเกิดดับของกาย และใจ (ความรู้สึก – อารมณ์) แล้วปล่อยวางได้ทุกอย่าง ไม่ควรยึดถือทั้งหมด คัดลอกจากหนังสือ สโรชา ฉบับ แด่ผู้บำเพ็ญธรรม

พระพุทธเจ้าแท้ ธรรมแท้ อยู่ที่ใจ

พระพุทธเจ้าแท้ ธรรมแท้ อยู่ที่ใจ พระพุทธเจ้าแท้ ธรรมแท้ อยู่ที่ใจ การอุปฐากใจตัวเอง คือ การอุปฐากพระพุทธเจ้า การเฝ้าดูใจตัวเองด้วยสติปัญญา คือ การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อย่างแท้จริง ธรรมะ ท่านสอนให้ดูตัวเอง ระวังตัวเอง จะได้เห็นความบกพร่องของตัวเอง แล้วแก้ไขตัวเองเรื่อย ๆ จนสมบูรณ์ได้ ถ้าทำด้วยความระมัดระวัง ความบกพร่องแม้มีก็ไม่มาก ฉะนั้น สติจึงสำคัญ และมาอันดับหนึ่ง ปัญญามาที่สอง กิเลสนี้มีอยู่ประจำตลอดเวลา และกล่อมสัตว์โลกได้อย่างสนิท ปิดหู ปิดตา ไม่สามรถที่จะทราบว่า มันเป็นภัยได้เลย ความสุขความทุกข์อันแท้จริงอยู่ที่ใจ อย่าพากันตะครุบเงาของกิเลส ศีลเป็นรั้วกันความคะนองทางกายวาจา มีใจเป็นผู้รับผิดชอบในงานและผลงานที่กายวาจา ทำขึ้น (โอวาทธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)

ข้อคิดในการใช้ชีวิต พระราชดำรัสของในหลวง

ข้อคิดในการใช้ชีวิต พระราชดำรัสของในหลวง 1. อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้ 2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม เราไม่ต้องไปคุยทับ ปล่อยเขาฟุ้งไปตามสบาย 3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆเท่านั้น 4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งอยู่ริมทางเสียบ้าง 5. จะคิดการใด จงคิดการให้ใหญ่ๆเข้าไว้ แต่เติมความสนุกสนานเข้าไปด้วยเล็กน้อย 6. หัดทำสิ่งดีๆให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้ 7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น 8. เวลาเล่นเกมกับเด็กๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด 9. ใครจะวิจารณ์เราอย่างไรก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้ 10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ “สอง” แต่อย่าให้ถึง “สาม” 11. อย่าวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุข ก็ลาออกซะ 12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว อะไรๆ มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก 13. ใช้เวลาน้อยๆในการคิดว่า “ใคร” เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า “อะไร” คือสิ่งที่ถูก 14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ “คนโหดร้าย”…

ธรรมเพื่อความเจริญ 7 ประการ

ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญ สำหรับหมู่ชนหรือผู้บริหารบ้านเมืองซึ่งประกอบด้วย 1.หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ การประชุมหารือกันนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่งในทุกหมู่คณะ ทุกสังคม การที่ผู้นำระดับต่างๆ จัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือ หรือให้สมาชิกของทุกหน่วยงานได้พูดคุยอยู่เสมอๆ เป็นประจำในงานการทุกอย่างนั้น นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ประการแรก เชื่อว่าเป็นการให้เกียรติแก่สมาชิก เป็นการยอมรับว่า สมาชิกแต่ละคนมีความรู้ มีความสามารถที่จะช่วยหมู่คณะได้ เชื่อว่า เป็นการให้ความสำคัญแก่เขา ทำให้เขาเกิดภูมิใจ เคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่เป็นผู้นำที่เอาแต่ใจตนเอง ผู้นำนั้นๆ นับว่าเป็นผู้มีความใจกว้าง ใจน่าเคารพนับถือ เมื่อสมาชิกหมู่คณะต่างๆ เกิดความนิยมนับถือในผู้นำ ความสมัครสมานสามัคคีก็มั่นคงในหมู่คณะนั้นๆ 2.พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงกันปฏิบัติภารกิจของหมู่คณะ การประชุมที่ดีมีคุณค่ายิ่งใหญ่นั้น จะต้องพร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิก ไม่เดินออกจากห้องประชุมขณะกำลังมีเรื่องปรึกษาหารือกัน ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ถ้าสมาชิกของหมู่คณะเห็นแก่ส่วนรวม แข่งกันทำงานให้ส่วนรวม สังคมเราตลอดถึงประเทศชาติจะเจริญรวมเร็วเป็นปึกแผ่น 3.ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ การออกระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้ในหมู่คณะหรือบ้านเมืองนั้น ออกมาได้เพราะได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่า เป็นการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันและกัน ทำให้ส่วนรวมมีศักดิ์ศรี น่ายกย่อง ทุกคนที่เป็นสมาชิกของสังคม จะต้องถือเป็นวินัยที่พึงปฏิบัติอย่างเสมอภาคกัน และวินัยนี่เองเป็นเหตุส่งเสริมให้การปกครองการบริหารเกิดผลดี มีประสิทธิภาพ 4.เคารพนับถือสักการะผู้ใหญ่ ผู้เป็นประธาน เชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน ความเป็นผู้ใหญ่กับความเป็นผู้น้อย…

การทอดกฐิน-เป็นกาลทาน นับว่าเป็นมงคลสำหรับชีวิต

กฐิน จัดเป็นกาลทาน เนื่องด้วยเวลาที่จะทอดกฐิน นั้นมีเวลาที่จำกัด ทรงอนุญาตไว้เพียง 1 เดือนเท่านั้น คือ ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ถ้าถวายก่อนหรือหลังเวลาจากนี้ไป แม้ผู้มีจิตศรัทธาตั้งใจถวายให้เป็นกฐิน ก็ไม่จัดว่าเป็นกฐิน ดังนั้น กฐินจึงจัดเป็นกาลทาน คือการให้ทานตามกาล ซึ่งเป็นหนึ่งในสัปปุริสทาน คือการให้ทานของผู้ฉลาด 5 ประการ คือ 1.ให้ด้วยศรัทธา ผู้ให้ด้วยความเชื่ออย่างมีเหตุผล ผลของการให้นี้คือเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเป็นผู้มีรูปร่างสัณฐานงดงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณงามยิ่งนัก 2.ให้ด้วยความเคารพ ผู้ให้ด้วยความเคารพ ผลของการให้นี้ คือเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีบุตร ภรรยา สามี ทาส คนใช้หรือบริวาร เป็นผู้เชื่อฟังคำสั่งสอน ว่านอนสอนง่าย ไม่ขัดใจในการงานที่ดีทุกอย่าง 3.ให้ทานตามกาล ผู้ให้ตามกาล ผลของการให้นี้…

ความรู้จักประเมินตน (การประเมินตนเอง 10 ประการ)

การรู้จักประเมินตน คือความสำรวมระวัง การพิจารณามองหาข้อบกพร่องของตนอยู่เป็นนิจ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้วางมาตรการตรวจสอบตนเองและประเมินตนเองไว้ 10 ประการ คือ ประการที่ 1 ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว อาการกิริยาใดอันสมควรแก่สมณะ เราต้องประพฤติปฏิบัติอาการกิริยานั้น ข้อนี้ทรงมุ่งสอนไปที่ภิกษุ แต่คฤหัสถ์หรือฆราวาสก็สามารถนำไปประยุกต์ปฏิบัติได้ โดยพิจารณาสถานะของตนว่าตนอยู่ในสถานะใด ก็ประพฤติกาย วาจา ใจให้เหมาะแก่สถานะนั้นๆ ประการที่ 2 ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ความดำรงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น เราควรทำตัวให้เป็นคนเลี้ยงง่าย ข้อนี้ก็สามารถประยุกต์ใช้ได้ โดยวางตัวให้เป็นคนเลี้ยงง่าย หรือที่ภาษาคนทั่วไปเขาเรียกว่า เป็นคนติดดิน เป็นคนไม่เย่อหยิ่งในฐานะยศศักดิ์ ประการที่ 3 ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า กิริยามารยาทที่เราต้องประพฤติปฏิบัติให้ดีขึ้นไปกว่านี้ยังมีอีก ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ เพราะทุกคนสามารถพัฒนาตนได้เสมอตราบใดที่ยังไม่เป็นพระอรหันตขีณาสพก็ต้องพัฒนาตนกันเรื่อยไป ประการที่ 4 ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ตัวเราเองติเตียนตัวเราเนื่องจากมีข้อบกพร่องทางศีลธรรมได้หรือไม่ เรายังประพฤติผิดหรือย่อหย่อนในกิริยามารยาทใดบ้าง หรือแม้ในการทำงานในหน้าที่ เรามีส่วนบกพร่องประการใดบ้าง ไม่ต้องรอให้ใครผู้ใดมาติเตียน ประการที่ 5 ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์หรือเพื่อนผู้ร่วมงาน ซึ่งเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ตำหนิเราโดยศีลหรือโดยหน้าที่ที่รับผิดชอบได้หรือไม่ ประการที่…

หลวงพ่อแดง วัดภูเขาหลัก

ประวัติ”หลวงพ่อแดง วัดภูเขาหลัก” พระธรรมิสรานุวัตร หลวงพ่อแดง วัดภูเขาหลัก ชาติภูมิ กล่าวกันว่าหลวงพ่อแดง นามเดิมชื่อ แดง นามสกุล ต่างศรี นามฉายาอิสสโร เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ที่15 ตุลาคม 2430 ตรงกับขึ้น1ค่ำ เดือน1(อ้าย) ปีชวด ณ บ้านเหลียงเล้า ตำบลน้ำดำ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ นามบิดา นายบุญช่วย นามมารดา นางพุ่ม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6คน ชีวประวัติของท่าน เมื่อยามเยาว์วัย เด็กชายแดงได้ย้ายตามครอบครัวของบิดามารดา มาสู่บ้านโคกมัน ตำบลท่ายาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเด็กเงียบขรึม แต่มีนิสัยช่างทำแม้ทำงานหนักบางสิ่งก็ไม่ปรกปากบ่น แต่ไม่ยอมคนง่ายๆตามนิสัยเด็ก เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นท่านได้ออกจากบ้านเพื่อแสงหาโชคความก้าวหน้าในชีวิต ท่านได้เข้าทำงานเป็นที่ ชะมายเป็นผู้ดูแลสร้างทางรถไฟอยู่ประมาณปีกว่าๆ เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา (หลวงพ่อแดง)จึงได้เข้าไปอยู่วัดหาดสูง ยามบวชเรียน หลวงพ่อแดง บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ.2446 ตรงกับ แรม 10…

พ่อท่านนวล วัดไสหร้า

“พระครูวิสุทธิ์บุญดิตถ์” หรือที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักดีในนาม “พ่อท่านนวล ปริสุทโธ” เจ้าอาวาสวัดประดิษฐาราม (วัดไสหร้า) ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรี ธรรมราช เป็นพระเกจิรูปหนึ่งที่มีพรรษาสูงในนครศรีธรรมราช เป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะกุลบุตรชาวบ้านทั่วไป ที่ได้มีโอกาสสัมผัสรสพระธรรม ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าฆราวาส ปลีกเข้าสู่ความสงบร่มเย็นภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ วัตรปฏิบัติในการรักษาพระวินัยโดยเคร่งครัดของพ่อท่านนวล เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางทั่วภาคใต้ ปัจจุบัน พ่อท่านนวล ปริสุทโธ สิริอายุ 86 พรรษา 65 พ่อท่านนวล เกิดในตระกูลเจริญรูป เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2465 ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม 5 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ ที่บ้านไสหร้า หมู่ 4 ต.ทุ่งสัง (หมู่ที่ 1 ต.บางรูป ในปัจจุบัน) อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ชีวิตในวัยเด็ก ท่านเป็นคนชอบสนุก สนาน แต่ขี้อาย มีความประพฤติเรียบร้อย มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นที่รักของครอบครัวและเพื่อนฝูง…