กระทรวงพลังงาน เน้นใช้รถไฟฟ้าในอนาคต

ล่าสุดทางกระทรวงพลังงานไทยได้เร่งทำแผนการขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าพร้อมจัดตั้งคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับเพื่อพลักดันให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือ รถยนต์ไฮบริด เสียบปล๊ก (Plug-in hybrid electric vehicle : PHEV) ให้มากขึ้น พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เผยว่าสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เร่งจัดทำมาตราการส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน และ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อ 13 สิงหาคม 2558 โดยมีเป้าหมายให้ใช้รถยนต์ไฮบริดปลั๊กอิน และ รถพลังไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านคันภายในปี 2579 ทั้งนี้ภาครัฐยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำเสนอจัดนิทรรศการนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทย กระทรวงคมนาคม นำร่องเห็นชอบให้ ขสมก.เช่ารถโดยสารไฟฟ้าแบบนำเข้าไทยจำนวนกว่า 20 คันควบคู่กับการจัดหารถโดยสารไฟฟ้า 200 คัน กรมการขนส่งทางบก เร่งดำเนินการเสนอร่างประเทศ เรื่อง กำหนดกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ขับเคลื่อนกฏหมายว่าด้วยรถยนต์ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดประชุมรับฟังความเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ในแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยแผ่นดังกล่าวจะเป็นเป็น 4 ระยะได้แก่ ระยะ 1 ระหว่างปี…

คุณค่าของเวลา

คําว่า เวลา ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญก็จริง แต่เวลานั้นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกๆ คน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงยกเอาเวลาที่มีอยู่โดยธรรมชาติมาตรัสสอนให้ระลึกถึงเวลาที่ล่วงไปๆ และให้น้อมเข้ามาในชีวิตของตน เพื่อจะได้ตั้งตนให้อยู่ในความไม่ประมาท “เวลาย่อมกินสรรพสัตว์พร้อมทั้งตัวมันเอง” หมายความว่า ความเป็นไปแห่งชีวิตของบุคคลเนื่องด้วยเวลา เพราะเวลาเป็นเครื่องกำหนดความสิ้นไปแห่งอายุ ย่อมบั่นทอนอายุหรือชีวิตของสัตว์โลกให้หมดไป เปลืองไป สิ้นไปโดยลำดับ และตัวเวลาเองก็หมดไปด้วย ตามปกติของสัตว์โลกนั้น มักมีความประมาทมัวเมาในสิ่งต่างๆ เช่น ประมาทมัวเมาในร่างกาย ในชีวิต ในทรัพย์สมบัติ ในยศถาบรรดาศักดิ์ แต่เมื่อบุคคลพิจารณา ว่า ไม่ใช่เพียงเวลาเท่านั้นที่ผ่านไปอย่างเดียว แต่กลับพาเอาอายุและชีวิตของสัตว์ไปด้วย เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเที่ยงแท้แน่นอน ยั่งยืน กลับถูกเวลาชักพาให้หมดไป เมื่อรู้ได้อย่างนี้ ก็จะก่อให้เกิดความไม่ประมาทมัวเมาในร่าง กาย ในชีวิต ในทรัพย์สมบัติ และในยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของมีอยู่ชั่วคราว เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดจะบังคับบัญชาให้อยู่ในอำนาจของตนตลอดไป ชีวิตคนเรานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีแก่นสาร ชีวิตย่อมล่วงไปตามเวลาที่ผ่านมา ไม่มีทางหมุนกลับ หรือถอยหลังกลับมาได้ มีแต่จะรุดหน้าไปฝ่ายเดียว เปรียบเสมือนน้ำที่ไหลลงจากยอดภูเขา มีแต่จะไหลลงสู่ที่ราบลุ่ม ไม่มีทางที่จะไหลกลับได้ ฉะนั้น เวลาเมื่อหมดไปแล้ว ก็เหลือสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ ซึ่งจะให้ผลเป็นสุขหรือเป็นทุกข์แก่ผู้นั้นตลอดไป เมื่อรู้ได้อย่างนี้ ควรพยายามสร้างคุณงามความดีในทางโลก…

วันอัฏฐมีบูชา

วันอัฏฐมีบูชา ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2554 เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินาราของมัลลกษัตริย์ พุทธบริษัทต่างก็นั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องการปรินิพพานของพระองค์ตามแต่จะตั้งเรื่องขึ้น เช่น บางกลุ่มคุยกันว่า พระองค์นิพพานเร็วเกินไป อีกกลุ่มคุยกันว่า สมควรแก่เวลาของพระองค์แล้ว ในขณะที่อีกกลุ่มคุยว่า พระองค์ตราก ตรำต่องานมากเกินไป สู้ทนเหน็ดเหนื่อย เมื่อสังขารทนไม่ไหวก็จำต้องล่วงไปเป็นธรรมดา พุทธบริษัทนั่งชุมนุมกันอย่างนี้ กาลเวลาล่วงไป 7 ราตรีแล้ว มัลลกษัตริย์จึงปรึกษากันว่า พวกเราจะอัญเชิญพระบรมศพของพระศาสดาเข้าไปในเมืองกุสินารา เวียนเป็นอุตตราวัฏฏ์ 3 รอบแล้ว เชิญออกภายนอกเมืองทางทิศบูรพา ประดิษฐานพระ บรมศพ ณ มกุฏพันธนเจดีย์แล้วถวายพระเพลิง แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ต้องเลื่อนออกไปอีก 1 วัน โดยที่เทพยดาเจ้าทั้งหลายมีประสงค์ให้รอพระมหากัสสปเถระเจ้า ผู้กำลังพาบริวารจากเมืองปาวานครเพื่อจักมานมัสการพระบรมศพเสียก่อนที่จะถวายพระเพลิง จึงเป็นอันว่าการถวายพระเพลิงพระบรมศพได้มีขึ้นในวันซึ่งตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 เมื่อวันอัฏฐมีบูชา วันสำคัญวันหนึ่งทางพระพุทธศาสนามาถึง เราท่านสาธุชนทั้งหลาย…